เดยัน ลอฟเรน ”ผมมั่นใจลิเวอร์พูลเสมอ”

จำต้องถือว่าเป็นข่าวดีในช่วงเวลาฟอร์มแย่ๆของ ลิเวอร์พูล เมื่อ เดจนถึง ลอฟเรน ปราการข้างหลังจอมเข้มแข็ง ตกลงใจขยายสัญญาอยู่คุมแนวรับให้ ''หงส์แดง'' ไปถึงปี 2021 พร้อมออปชั่นขยายได้อีก 1 ปี แน่ๆว่าการสลัดน้ำหมึกคราวนี้เจ้าตัวและกายและก็จิตใจที่จะฝากอนาคตของเขาเอาไว้ในถิ่นแอนฟิลด์ และก็มั่นใจว่าทีมชุดนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ที่สาวก ''เดอะ ค็อป'' คอยมานาน ลอฟเรน อยู่กับ ลิเวอร์พูล มาเป็นฤดูลำดับที่สามแล้ว ภายหลังจากเซ็นสัญญาย้ายมาจาก เซาธ์หมูแฮมป์ตัน เมื่อก.ค. 2014 เขาลงเล่นให้ยอดทีม "เดอะ เร้ดส์" ไปแล้ว 105 เกมจากการแข่งขันทุกรายการของต้นสังกัด และก็ส่งบอลเข้าไปซุกตูดตาข่ายได้ 4 ลูก การที่ พบร์เก้น คล็อปป์ มี ลอฟเรน คุมเกมรับอาจจะเกิดเรื่องที่ดียอด เนื่องจากนักเตะปรับตัวกับทีมได้แล้ว และก็สามารถยืนเป็นตัวหลักในเกมรับให้ "หงส์แดง" ได้อย่างกล้าแกร่ง ที่สำคัญแม้พวกเขามีคู่เซนเตอร์แบ็กที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพอีกซักคน มั่นใจว่าแฟนบอลพันธุ์แท้ "เดอะ เร้ดส์" อาจจะจิตใจชื่นว่าจะไม่เสียประตูง่ายๆเสมือนช่วงที่ผ่านๆมา "ผมรู้สึกว่านี่เป็นวันที่สุดพิเศษสำหรับผม และก็ครอบครัวของผม ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกสำหรับวันนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เป็นจริง มันเป็นความฝันของผมเสมอที่ได้อยู่กับซักสมาคมให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ผมรักสมาคมที่นี้ ผมรักลิเวอร์พูล" "ภายหลังที่ทุกๆอย่างเกิดขึ้นในช่วงต้น ต่อมาอีก 2 ฤดูต่อไปผมรู้สึกว่าผมทำผลงานเจริญกว่าในซีซั่นแรก สมาคมให้รางวัลกับผม พวกเขาเชื่อมั่นในตัวผม และก็แฟนบอลก็เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผมยกย่องอย่างยิ่งภายหลังที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ผมพอใจกับทุกเรื่อง และก็ผมต้องการที่จะอยู่ตรงนี้ให้ตายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของครอบครัวนี้ในอีกหลายๆปีที่จะมาถึง" ลอฟเรน กล่าว ลอฟเรน ลงเล่น 28 เกมให้กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2016-17 ซัดไป 2 ประตู โดยดาวเตะวัย 27 ปี เล่นกันได้อย่างเข้ากันกับ โจเอล มาติป ซึ่งย้ายมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์ และก็ผลงานเห็นได้ชัดเมื่อแพ้เพียงแค่ 1 เกม จาก 15 แมตช์ในเวลาที่ทั้งสองคนได้เล่นร่วมกัน และก็ช่วยทำให้ทีมยังมีลุ้นติดอันดับท็อปโฟร์ "ผมพอใจที่กำลังจะได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของทีมนี้ และก็แผนการเล่นในอนาคต พวกเราเป็นทีมที่มีหน้าแข้งพรสวรรค์มากไม่น้อยเลยทีเดียว พร้อมทั้งผู้เล่นที่สุดพิเศษอีกคนไม่ใช่น้อย แล้วก็ผู้จัดการทีมที่สุดยอด สมาคมนี่มันช่างแสนประหลาด …

Continue Reading

ไม่เป็นกลาง

คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ของเขาแรงจริงๆครับผม  ไม่ใช่เพียงแค่ลมแรงลอยละลิ่วสลัดทั้งก่อน-ระหว่าง-ข้างหลังแข่ง ถ้าเกิดแต่ว่าเหมาสรุปความคือกรุ๊ปกองเชียร์ส่งเสียงเชียร์แรงกระหึ่มทั่วตัวสนาม ป้ายผ้าผืนใหญ่ประกาศศักดิ์ ''CHAMPIONS OF ENGLAND'' เพลง ''CAMPEONES'' ช่วยสร้างแรงผลักดันชั้นหนึ่ง หวังให้นักฟุตบอลปลดล็อกคว้าชัยฤดูกาลใหม่ให้ได้เสียคราว น่าเสียดายแทนเหล่ากองเชียร์ ''เดอะ ฟ็อกซ์ส'' ที่สุดด้านหลังแล้วทีมรักพวกเขาสำเร็จเสมอ 0-0 ถึงแม้ว่าคู่ควรจะได้รับชัยชนะจากจุดโทษตอนนาทีท้ายที่สุด เหตุกำเนิดเมื่อ อาเหม็ด มูซ่า ดาวยิงสำรอง ผู้ครอบครองค่าตัวสถิติสมาพันธ์ ล้มลงในเขตโทษขณะโดน เอคโคนร์ เบเยริน เข้าปะทะ แต่ว่าไม่มีลมเป่านกหวีดสนองตอบอะไรก็ตามจากท่านเปา มาร์ค แคล็ทเท่นเบิร์ก ชอตนี้มันชัดเจนยิ่งกว่าครึ่งเวลาแรกที่ ดินแดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ โดนสอยล้มซะอีก เนื่องจากภาพรีเพลย์นั้นชี้ว่า โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ โดนบอลก่อน ไม่ถูกกับจังหวะปัญหาข้างต้น ให้ก็ได้ไม่น่าชิงชังแต่อย่างใด กระนั้น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียน ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจในหัวข้อนั้น บอกเพียงแค่ว่าถ้าผู้ตัดสินไม่ให้ก็คือไม่ได้ ขอเลือกชื่นชมผลงานในสนามที่มีพัฒนาการดียิ่งกว่าแมตช์เปิดม่านที่พ่าย แม้ได้เพียงแค่แต้มเดียวในบ้าน แต่ว่าโดยรวมแล้วโอเค ในแง่ครองบอลด้อยกว่าทีมเยี่ยม อีกเรื่องเก็บตกบทสัมภาษณ์ที่ถามกันเยอะแยะ เป็นอาการของ น็องขว้างลีส เมนดี้ มิดฟิลด์คนใหม่ที่ข้อเท้าพลิกผิดจังหวะขณะเข้าหาบอลจนจำต้องออกไปรักษาเบื้องต้น กลับลงมาใหม่ก็สู้ต่อไม่ไหว โดนเปลี่ยนแปลงออกพร้อมเสียงตบมือดังลั่นระหว่างถูกพยุงลงอุโมงค์ห้องแต่งตัว รานิเอรี่บอกเพียงแค่ว่ากองกลางเลือดน้ำหอมถูกบล็อกข้อเท้าเอาไว้อยู่ จำต้องรอคอยเช็กผลสแกนอีกทีภายในช่วงเวลาสัปดาห์ข้างหน้า แต่ว่าถ้าถามข้อคิดเห็นจากผม บอกได้เลยว่าถ้าหายกลับมาอย่าเอาพอดีจริงดียิ่งกว่า เมนดี้ย้ายมาพร้อมฉายานาม ''คนทรงเจ้าเอ็นโกโล่ ก็องเต้'' (นิยามโดย ''เจ.บาร์ท'' ผู้เชี่ยยวชาญลีก เอิง ประจำแท็บลอยด์ ''สปอร์ตแมน'') แต่ว่าเอาเข้าจริงไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักกระผีกเดียว ไม่ว่าประเด็นการเข้าปะทะหรือไปกับบอล คล้ายกันเพียงแค่ความสูง แถมเพิ่มเติมน้ำหนักมาในทรงตุ้ยนุ้ยน่ารัก ''จะเอาอะไรไปวิ่งทันวะ?'' นายซันเดย์ คนข่าวคนดูแลร่วมรุ่นยังแสดงความคิดเห็นอย่างนั้นระหว่างแลกข้อคิดเห็นกันในเกม (ฮ่า) อย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำอีก การขาดหายไปของก็องเต้ ทิ้งรอยต่อขนาดใหญ่ไว้กับทีมสุนัขจิ้งจอก มีผลกระทบชิ่งไปเกือบทุกจุดบนพื้นสนาม แผงข้างหลังไม่มีตัวสกรีนชั้นยอด ยังดีที่นัดหมายนี้ได้ โรเบิร์ต ฮูธ พ้นโทษแบนรวมทั้งยังคงเข้าขารู้ใจกับ เวส มอร์แกน แนวรุกก็ขาดตัวจ่ายฉมังจำต้องลงมาล้วงบอลเอง กว่าจะตีรถยนต์ขึ้นหน้าก็โดนตั้งด่านรอคอยเข้าให้แล้ว โน่นเลยช่วยตอบโจทย์ว่าเหตุใดทั้ง ดริงค์วอเตอร์, มาร์ค อัลไบรท์ตัน หรือกระทั่ง 2 ฟูลแบ็กอย่าง …

Continue Reading

ตอนจบของ จิ้งจอก

เมื่อคืนวันอังคารก่อนหน้าที่ผ่านมามีศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมท้ายที่สุด นัดหมายที่ 2 ให้เลือกดูกัน 2 คู่ เลสเตอร์ – แอต.มาดริด กับ เรอัล มาดริด – บาเยิร์น มิวนิค ถ้าเทียบเป็นภาพยนตร์ เกมระหว่าง "กษัตริย์ชุดขาว" กับ "เสือใต้" น่าจะเป็นหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่มีอัตราความเมามายมัน 80,000 ตีนถีบ แถมแออัดด้วยดาราดังระดับซูเปอร์สตาร์คล้าย Fast 8 ที่กำลังโกยรายได้มากมายก่ายกองอยู่เวลานี้ ช่วงเวลาที่เกมระหว่าง เลสเตอร์ กับ แอต.มาดริด น่าจะเป็นเพียงแค่หนังแอคชั่นฟอร์มเล็กๆเกรด.บี เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ที่ไม่รู้เรื่องว่าดูแล้วจะสนุกหรือไม่? แน่ๆว่าท่านผู้ชมทางบ้านโดยมากคงจะเลือกดูเกมระดับ "Fast 8" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค มากกว่า ด้วยคาดเดาได้ไม่ยากว่ามันน่าจะอุดมด้วยความสนุกสนานแล้วก็ตื่นเต้นมากกว่าเกมอีกคู่ เนื่องจากต่างฝ่ายคงจะต่างเดินหน้าเต็มสปีดเข้าบดขยี้พลางกระหน่ำใส่กันด้วยอาวุธหนักนานาจำพวกให้ตายหงส์ตายห่านไปข้าง ส่วนอีกคู่เป็นฟุตบอลสไตล์คล้ายๆกันคือย้ำเกมรับแน่นแฟ้น ก่อนหาจังหวะรุกรานแบบลอบฆ่า ดูแล้วโอกาสที่เกมจะออกมาน่ารำคาญมีสูงขึ้นยิ่งกว่าความเมามายมัน ตกลงใจเลือกไม่ยากเลยครับผมว่าน่าจะดูคู่ไหนมากกว่ากัน? แม้แต่แฟนบอลของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์ที่มีปริมาณมากมายก่ายกองเมื่อฤดูที่แล้ว ก่อนลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบในฤดูกาลนี้ยังน่าจะเลือกดูเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค เลยนะครับ แต่ว่าท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมกลับวินิจฉัยเลือกดูหนังเกรด บี.เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ทั้งๆที่มีลักษณะท่าทางว่าน่าจะไม่สนุกซะอย่างนั้น! เหตุผลกล้วยๆเลยนะครับ เนื่องจากผมเป็นชาวไทย ผมเป็นชาวไทยที่รักทั้งหมดทุกอย่างที่มีความเป็นไทย โดยไม่เว้นแม้แต่สมาพันธ์ฟุตบอลในประเทศอังกฤษ ในเมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ มีเจ้าของเป็นชาวไทย แล้วก็ผมก็เป็นชาวไทยทั้งอัน ซึ่งนี่ก็แปลว่าพวกเขาคือทีมของชาวไทยทั้งประเทศ แล้วถ้าผมไม่เชียร์ทีมของชาวไทย แล้วจะให้ผมไปเชียร์ทีมของชาวภรรยานม่าร์เหรอนะครับคุณ ที่สำคัญคือเมื่อฤดูที่แล้ว พลพรรคจิ้งจอกประเทศไทยได้สร้างความสุขให้ชาวไทยทั้งประเทศด้วยการครองแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างน่าพิศวงยิ่งกว่าเทพนิยายทุกเรื่องในเมืองมนุษย์ ไม่หนำพวกเขายังเอาโทรฟี้อันทรงเกียรติมาให้ชาวไทยสรรเสริญอีกต่างหาก นี่คือแง่งามของความเป็นไทยที่มีบริบทมากกว่าการเป็นสมาพันธ์ฟุตบอลเพียงแค่สมาพันธ์หนึ่ง ดังนั้น & ฉะนี้ ถ้าคุณเกิดเป็นชาวไทย คุณก็จำต้องเชียร์ทีมของชาวไทยจริงไหมนะครับ แล้วก็เมื่อ เลสเตอร์ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ชาวไทยอย่างผมก็เลยจำต้องขอเชียร์ทีมของชาวไทยอย่าง …

Continue Reading

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงที่นาต่อนี้ไป ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งนั้น 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งผอง 41 นัดในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู อืมมมมม…ทำลายตาข่ายเสียจนสิ้นซากขนาดนี้ ถือว่ามากไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับกองหน้าที่แก่ 35 ขวบเข้าให้แล้ว ก่อนเปิดฤดู ดาวยิงวัยดึกผู้นี้ถูกดูแคลนจากนักวิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลบวงสรวงว่าจะพบกับความลำบากที่สุดในอาชีพการค้าขายแข้ง เพราะเหตุว่าตรงนี้คือพรีเมียร์ลีก – สมรภูมิแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วแล้วก็หนักหน่วงบนอัตราความฮาร์ดคอร์สูงที่สุดในเมืองมนุษย์ ช่วงนี้ไม่ว่าใครที่เคยหมิ่นประมาทเขาเอาไว้ดูราวกับว่าโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ต่อนี้ไปทดลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆนะครับ) โดยเอาผลที่ได้รับจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำแต้มสำคัญๆมาหักปริมาณประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป ประมาณว่าหาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลที่ได้รับจากการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นอย่างไรนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เห็นไหมขอรับว่าหากพี่เอ็งไม่ยิงหรือยิงมิได้ …

Continue Reading

4 วิธีดึงหงส์จากหล่ม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลเวลานี้ ถ้าหากเป็นผู้เจ็บป่วยติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด แพ้ค้างบ้านสองครั้งติดกัน ทั้งๆที่ก่อนโดนสวอนซีบุกคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงพราวด์ลี่ พรีเซนต์ พึงใจพรีเซนเทชั่นผลงานไร้แพ้ในแอนฟิลด์ นานข้ามปี ความเป็นจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความแพ้พ่ายที่จบเส้นทางไปเวมบลีย์ ด้วยเหตุว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันมิได้" แม้กระนั้นข้อความสำคัญที่ว่ามันกำเนิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล จากชัยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ ตั้งแต่แมื่อออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือกลุ่มต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมมีความคิดว่าทุกคนอาจจะพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว สำคัญกว่านั้นคือการระดมความเห็นหาทางออก ด้วยเหตุว่าในเมื่อสถานการณ์ไม่ดีมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรจะถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง รวมทั้งฉุดกลุ่มให้กลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งผมรวบรวมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงคิดได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์ 1. ฉีกต้นแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ รวมทั้งกรรมวิธีการให้ไม่เหมือนกับแพทเทิร์นเดิมๆบ่อยๆขณะที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม ด้วยเหตุว่าจนถึงขณะนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่กลุ่มเดียวจาก 7 นัดหมาย รวมทั้งจำต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำกลุ่มระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ้งชัดว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ รู้นานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเหมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูกาลแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวเกาะติดออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเปิดทางให้ตัวสอดอย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาทำการจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ปรับให้ฉีกให้ขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมๆกันคือฟอร์มของลัลลาน่า รวมถึงไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกึ่งกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซุกซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ รวมทั้งขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า แม้กระนั้นตลอด 45 นาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน ที่มิได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากตอนต้นฤดูกาล อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย ด้วยเหตุว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำไปสู่ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางด้านขวายังบอดเหมือนเดิม …

Continue Reading

ส่องลำดับ 4 พรีเมียร์ลีก

(||} สถานการณ์ปัจจุบันของสมรภูมิหน้าแข้งพรีเมียร์ลีก หลังจากผ่านไป 25 นัดหมาย แมนฯ ซิตี้ พรวดพราดขึ้นมาเป็นรองจ่าฝูงอีกแล้วครับ โดยตามหลัง "ว่าที่แชมป์" อย่าง เชลซี ที่สะดุดไปเล็กน้อยอยู่ 8 แต้ม กับอีก 13 เกมที่เหลือ – ถามว่ามันมากเกินกว่าจะไล่ตามทันหรือไม่? แน่นอนว่า…มากมาย เนื่องจากว่าทีมที่นำเป็นจ่าฝูงอย่าง "สิงห์บลูส์" รวมทั้งฤดูกาลนี้เป็นทีมที่มาตรฐานสูง แถมแพ้ยาก อย่างงี้ไล่อิดโรยขอรับ แต่ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2011-12 แมนฯ ยูไนเต็ด เคยนำเป็นจ่าฝูงโดยทิ้งห่าง แมนฯ ซิตี้ อยู่ถึง 8 แต้ม ในขณะเหลือเพียงแค่ 6 นัดหมาย ดูมุมไหนก็ไม่น่ามีปัญหา สุดท้ายพลพรรคภูติผีแดงดันเบรคแตกแหกโค้งพุ่งตกเหวเมืองนรกดับสยอง…ซะอย่างงั้น ดูจากโปรแกรมที่เหลือ สมาชิกของ อันโตนิโอ คอนเต้ ยังมีสิทธิ์เบรคแตกอยู่เช่นกัน เนื่องจากว่าพวกเขายังมีเกมที่จำต้องเจอกับ แมนฯ ซิตี้ โดยตรงอีกหนึ่งนัดหมายในบ้านตนเอง รวมทั้งการออกไปเยี่ยม แมนฯ ยูไนเต็ด รวมทั้ง เอฟเวอร์ตัน ซึ่งถือเป็นงานหนัก ส่วนเกมที่จำต้องออกไปเยี่ยม เวสต์แฮม, บอร์นมัธ, สโต๊ค สิตี้ รวมทั้งเวสต์บรอมฯ ก็บางทีอาจมีโอกาสหลุดเสมอในบางนัดหมาย จึงมีความน่าจะเป็นที่ เชลซี อาจจะสะดุดอีกสัก 2-3 นัดหมาย เพียงแต่มีข้อต่อรองว่ากลุ่มผู้ไล่ล่าจำต้องไม่พลาดเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องแชมป์พรีเมียร์ลีก ผมว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยน ด้วยประสิทธิภาพ ด้วยมาตรฐาน ด้วยความสม่ำเสมอ รวมทั้งด้วยระยะห่างที่ค่อนข้างมากมาย ถึงแม้ว่าจะเบรคแตก สุดท้าย เชลซี คงจะพยุงพวงดอกไม้เข้าเส้นชัยเป็นขั้นแรกได้สำเร็จหรืออาจควบเร่งเข้าเส้นชัยด้วยความเร็วแรงแบบม้วนเดียวจบ ความเมามายมันของพรีเมียร์ลีกจึงอยู่ที่การฉกฉวยกันไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเหลือโควต้าอีกW883 ทีม ซึ่งระยะห่างระหว่างทีมอันดับ 2 กับทีมอันดับ 6 อยู่ใกล้ๆกันเพียง 4 แต้มเท่านั้น แสดงว่าอันดับสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดในเวลาแค่ 1-2 นัดหมาย สถานการณ์ปัจจุบัน แมนฯ ซิตี้ ขึ้นมาอันดับ …

Continue Reading

18 สกอร์ที่หายไปของ หงส์

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดสะดุ้งก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่มีชื่อเสียงว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกลุ่มท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจำเป็นต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าทำไมถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกลุ่มข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แม้กระนั้นมันหลายทีมากมายๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงยกย่องถึง ดิว็อค โอริกี้ โดยพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครั้ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมจบด้วยการเสมอ โยนชัยทิ้งที่แอนฟิลด์ ''คูตินโญ่ป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจำเป็นต้องเปลี่ยนออก มันเกิดเรื่องที่ต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นสายตาทรงกลมตอบเรื่องที่น่าสงสัย แม้กระนั้นก็ยังมีคนไม่เข้าใจว่าทำไมจำเป็นต้อง โฌแอล มาติป ทำไมจำเป็นต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ ทำไมไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า… ''โอเค ผมเพียงแค่คิดว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ในขณะที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) เพิ่งหายมาคงจะยังไม่เหมาะกับเกมจำพวกนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกแบบงั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกเช่นเดียวกันมั้ย 1. การที่เปลี่ยนมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักฟุตบอลที่ฝากความปรารถนาได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็พกพาความเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อพินิจจากความแน่นแฟ้นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้านี้ 2. ถ้าเกิดสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะกับ ''เกมอย่างนี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกอย่าง เนื่องจากมันเสมือนทำข้อสอบแล้วจำไม่ได้ก็วงเดามั่วๆไป 3. ตอนที่โดน 2-2 ถึงท้ายเกมแต่ว่าเวลาก็ยังเพียงพอคงเหลือรวมทดเจ็บก็อย่างต่ำ 7 นาที ทำไมครับ เขาถึงคงจะนิ่งที่จะปรับแก้เหตุการณ์ มีสิ่งใดดลบันดาลให้มั่นใจว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูลำดับที่สามได้ ซีซั่นนี้เว้นเสียแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่แดนใต้ด้วยความชอกช้ำระกำใจมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอติฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และก็ 6-3 ที่เราดิสัน พาร์ค โดยเหตุนี้แล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมอย่างนี้'' การบาดเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้เกิดผลเสียแน่นอนฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) แม้กระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องกระทั่งบดออกนำไปเรียบร้อย ถ้าเกิดรักษาสกอร์ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องรัวเพิ่ม แต่ว่าสมาพันธ์สีแดงที่เมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง …

Continue Reading

น้ามูเซงผีสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

น้ามู ผู้จัดการทีมฝีปากกล้าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้งานเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา   เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการลงเล่นก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า ปีศาจแดงบุกไปชนะด้วยสกอร์ 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป   ''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

Continue Reading

แฟนแมนยู!เสี่ยหมู หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง  โชเซ มูรินโญ กุนซือของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า หัวหอกวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ล่าสุด หัวหอก ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้

Continue Reading

น้ามู ให้กําลังใจรานิเอรี่หลังโดนเลสเตอร์ปลด

  โจเซ่ มูรินโญ่ โค้ชฝีปากกล้าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้กําลัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของจิ้งจอก ที่เพิ่งโดนปลดไป จิ้งจอก เพิ่งประกาศปลดเคลาดิโอ รานิเอรี่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเมื่อคืนที่ผ่านมา โดย  มูรินโญ่ ได้โพสต์ให้กําลังใจ รานิเอรี่ เมื่อทราบข่าวว่าเขาโดนปลด ''ไม่มีใครลบประวัติศาสตร์ที่นายเขียนขึ้นมาได้ แชมป์พรีเมียร์ และ ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า''

Continue Reading